
Name: สมพล รุ่งพาณิชย์ (Lham)
Occupation: Vocal @ 25 Hours

Name: ประทีป สิริอิสสระนันท์ (Four)
Occupation: Guitar @ 25 Hours

Name: ปิยวัฒน์ มีเครือ (Puu)
Occupation: Guitar @ 25 Hours

Name: เอกศิริ กำบังภัย (Bung)
Occupation: Bass @ 25 Hours

Name: กฤตพงศ์ สกุลนามอเนก (Job)
Occupation: Drums @ 25 Hours
การรวมตัวของนักดนตรีที่ทีสไตล์ต่างกัน มาร่วมกันสร้างงานดนตรีในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน จากการทำงานในวงการเพลงมาอย่างยาวนาน จนวันนี้พวกเค้าทั้ง 5 คน ได้มาถ่ายทอดผลงานดนตรีในแบบเฉพาะของ “25 Hours” แต่แนวเพลงและตัวตนของพวกเค้าจะเป็นอย่างไร ทำไมพวกเขามีชั่วโมงมากกว่าเรา อีกหนึ่งชั่วโมงมาจากไหนกันต้องอลงไปติดตามดูซะแล้ว

เริ่มที่คำถามพื้นๆ ก่อนเลยทำไมต้อง 25 Hours อีก 1 ชั่วโมงมาจากไหน
25 Hours: “ตอนแรกเราทำเพลงกันก็ไม่ได้ตั้งชื่อวงอะไร คิดแต่เรื่องเพลง ทำเพลง พอถึงเวลาที่เราจะนำเพลงไปเสนอ เอาเพลงไปขายในงาน Fat ก็เลยต้องตั้งชื่อวงกัน คิดไปคิดมาก็มาที่ 25 Hours ก็รู้สึกว่าชอบ เพราะมันมีคำถามดีว่าทำไมต้อง 25 ชั่วโมง ตำตอบก็หลากหลายไป เราเลยไม่ได้ให้คำจำกัดความว่าอะไร มันอาจจะเป็นชั่วโมงที่ไม่มีคำนิยาม ไม่มีคำตอบ ไม่มีความจริงอะไรซ่อนอยู่ หรือบางทีเราอาจจะต้องใช้ชั่วโมงนั้นค้นหาคำตอบ มันคิดไปได้หลายอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราอยากให้มีในชั่วโมงนั้นคือ “ความสุข” ครับ (คิดได้เยอะจริงๆ ด้วย)”
บอกว่าต่างคนต่างสไตล์แล้วมาเจอกันได้อย่างไร
Lham: “พวกเราทำงานในสายงานดนตรีกันมาตลอด เลยได้เจอ ได้คุยกัน แล้วมีผู้ใหญ่แนะนำให้เรารู้จักกันด้วยพอรู้ว่าอยากทำวงและมีความฝันเหมือนกันเลยเริ่มทำเพลงกันเอง แล้วได้ไปเปิดที่ Fat Radio จนเพลงติดชาร์ตอันดับ 6 แล้วในงาน Fat ที่เราเอาเพลงไปขายก็ได้เจอกับพี่เมื่อย สครับ ที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เลยฝากซีดีให้เขาฟัง พอผ่านไป 3 เดือนพี่เขาก็โทรมา ว่าพี่ๆ ที่ Believe ชอบ สนใจเข้ามาคุยหรือเปล่า ก็เลยเอาเพลงที่เป็น EP ที่เราทยอยทำกัน มาเสนอดู ตอนนั้นก็มี 8 เพลงได้ ก็เข้ามาคุยกับพี่บอล สครับ พี่ฟั่น แล้วอีก 2 วันก็เซ็นสัญญาเลย (ตัดสินใจเร็วมาก) เพราะพี่ๆ เขาเชื่อและชอบในแบบที่เราเป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเปลี่ยนอะไร หรือพยายามจะให้เราเป็นในแบบที่เค้าต้องการ มันก็เลยง่ายในการตัดสินใจทำสัญญากัน”

แสดงว่าทำเพลงกันเองหมดเลย
Four: “เรียกว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นในอัลบั้มนี้ มาจากพวกเราทั้งหมด จากความคิด ประสบการณืของเราที่กรั่นกรองออกมา เรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ๆ ตัว อย่างเนื้อหาเพลงก็จะมีแหลมกับปู้ที่จะคุยกัน ว่าจะเขียนเนื้อหาทำนองออกมาอย่างไร เนื้อหาต่างๆ ก็เป็นเรื่องราวของพวกเรา แล้วเราก็ได้ พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรพล มาเป้นโปรดิวเซอร์ดูภาพรวมให้พวกเราเพราะจริงๆ อัลบั้มนี้เสร็จก่อนที่เราจะมาอยู่ที่นี่อยู่แล้ว พี่ฟั่นก็จะช่วยดูส่วนที่เหลือส่วนที่ขาด อะไรที่ยังไม่มีในอัลบั้ม มาดูส่วนที่เหลือให้พวกเรา แล้วอีกอย่างคือ เพลงสุดท้ายของพวกเราได้พี่ฟั่น มาเล่นเปียโนให้ด้วย (ยิ้ม)”
แนวเพลงของ 25 Hours คือ
Lham: “แนวเพลงที่พวกเราได้ลองผิดลองถูก กันมาเยอะแล้ว เราลองกันมาหลายแบบแล้วสุดท้ายเราก็ต้องกลับมาหาตัวเองมาหาความถนัด แล้วก็มาเจอแกนของ 25 Hours ที่น่าจะเป็น อย่างภาคดนตรีก็จะเป็นกีต้าร์โปร่ง กับเสียงร้องของผม คือพวกเราจะเอาความเป็นตัวเองออกมา พอมารวมกันเราก็จะเริ่มทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป เราเรียกดนตรีแบบนี้ว่า อัลเทอเนทีฟ แต่เป็นแบบยุค 60-70 เป๋นซาวด์ดนตรีแบบวินเทจ เป็นการร้องประสานเสียง เหมือนที่เราฟัง The Battle ก็จะมีเสียงประสาน ฮู้ ฮา อะไรทำนองนี้ ก็จะเห็นกลิ่นอายแบบนั้นในดนตรีของ 25 Hours ด้วย”
คิดว่าอะไรคือเอกลักษณ์ของ 25 Hours
25 Hours: “เราจะได้เห็น แนวดนตรีแบบนี้ในวงอื่นๆ น้อย แล้วก็การเล่นกีต้าร์โปร่งในวงร็อคก็มีน้อย ซึ่งซาวด์ที่เราใช้เป็นซาวด์ที่คนรู้จักและจดจำได้ และด้วยความที่มีดนตรียุค 60-70 มาผสมอยู่ค่อนข้างเยอะ เราเชื่อว่ามันคือจุดเด่นและสิ่งที่คนเราจำได้ และเสียงร้องที่ธรรมชาติของแหลม ถ้าฟังดูดีๆ จะรู้ว่าดนตรีเป็นทางฝั่งอังกฤษ เมโลดี้ก็จะเป็นอังกฤษอยู่บ้าง แต่วิธีการร้องจะเป็นอเมริกันยุค 80 หรือ 90 ต้นๆ อย่างเช่น Grand & Roes หรือวงอื่นๆ ที่ร้องเสียงสูงๆ เพราะเราชอบฟังเพลงในยุคนั้นค่อนข้างเยอะ เลยชอบอะไรแบบนี้ พอเอาเสียงร้องของแหลมมาผสมกับดนตรีแบบเฉพาะของเรา เลยออกมาเป็นเอกลักษณ์ของ 25 Hours”
มีเทคนิคอย่างไรในการเอนเตอร์เทนคนฟัง
Job: “ก็ M100 2 ขวด (หัวเราะ) คือเราจะมีการคุยกันทุกครั้ง ว่าเราต้องสนุกก่อน เพราะเรามีหน้าที่ทำให้คนฟังสนุก ถ้าเราสนุก คนดูก็สนุก เหมือนการที่เราคุยกันแล้วสื่อสารรู้เรื่อง มันก็จะแบบ โอ้ โห สนุกมาก แต่ถ้าความถี่ไม่ตรงกันสื่อสารไม่รู้เรื่อง ก็จะไม่สนุก แต่ว่าเราต้องไม่พายามว่าเราจะเดินไปทางไหน เราต้องทำอะไร ผมว่าต้องเริ่มจากเราอิน เข้าใจ ทุกอย่างมันก็จะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ”
เพลงในอัลบั้มที่ชอบมากที่สุด 
Lham: “ชอบทุกเพลงครับ (ก็แต่งเองนี่หน่า) แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ผมเลือกเพลง “สัญญา” ผมว่ามันเพราะดีครับ”
Job: “ผมก็ชอบทุกเพลงเหมือนกัน (เลียนแบบเห็นๆ) แต่ช่วงนี้ชอบ “ในวันที่เขาต้องไป” เพราะมันฟังสบายและมีเนื้อหาในเชิงบวก”
Bung: “เพลง “ในวันที่เขาต้องไป” (เลียนแบบอีกแล้ว) เพราะเป็นเพลงที่เพราะ และเป็นซิงเกิ้ลล่าสุดของพวกเราด้วย (ได้ทีโปรโมทเพลงใหม่เลย)”
Four: “เพลง “ในวันที่เขาต้องไป” เหมือนกัน (อีกแล้ว) เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายที่เราทำ คือเราทำงานกันกว่า 1 ปี ลองอะไรมาเยอะ เพลงนี้ก็เหมือนมันตกตะกอนมาแล้ว ทำให้เป็นธรรมชาติมากๆ เราทำเสร็จเร็วมาก เพราะเรารู้แล้วว่าส่วนผสมของ 25 Hours มีอะไรบ้าง ส่วนเนื้องร้องและทำนองก็เพราะดี”
Puu: “ชอบเพลง “ถามจันทร์” ครับ เพราะผมว่าเพลงนี้มันโรแมนติคดี (ยิ้ม)”
สิ่งที่ได้รับจากอัลบั้มแรกเป็นอย่างไรบ้าง
Puu: “ภูมิใจมากครับ เพราะถือเป็นอัลบั้มแรกที่ทำเองเกือบหมดเลย แล้วผลที่ได้รับมันก็เกินคาดกว่าที่คิดไว้ เพราะเราเองก็วงดนตรีนอกกระแส จนทุกวันนี้เราก็เริ่มเข้ามาเป็นกระแสหนัก ถึงจะไม่ใช่ Main Stream แต่เพลงเราก็ได้ถูกเปิดในคลื่นที่คนเขาฟังกัน ทั้ง a-time, ซี้ดดด เอฟเอ็ม เรียกว่าเกินความคาดหมายมากๆ”
Lahm: “ผมว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่ใช่สุดยอดความสำเร็ขของ 25 Hours อัลบั้มแรกถือเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำต่อไป เหมือนมีเชื้อเพลิงให้รถเราขับไปได้อีก เราอยากจะทำให้ 25 hours มีชีวิตอยู่กัยเราตลอดไป อยากเป็นเหมือนพี่ๆ อยากมีคอนเสิร์ต 10 -15 ปีเหมือนคนอื่นเขา เราคงทำต่อไปเรื่อยๆ มันคงมีลมหายใจของมันต่อไป”
ประสบการณ์การครั้งไหนที่ประทับใจมากที่สุด
Puu: “งาน Fat ครั้งล่าสุดครับ เพราะเราได้เล่นแจมกับวง สครับด้วย แล้วคนที่มาดูเราก็ล้นออกไปข้างนอกเลย เป็นเหมือนคอนเสิร์ตแรกของเราที่มีคนดูเยอะมาก เลยประทับใจมาก”
Four: “7 สีคอนเสิร์ตครับ ชอบตรงที่พวกเราเล่นเต็มที่และเป็นธรรมชาติที่สุด มันเลยออกมาดีมากในความรู้สึกของผม”
Bung: “เป็นคอนเสิร์ต MTV By Toyota ที่ประทับใจเพราะเป็นคอนเสิร์ตที่ให้แฟนคลับเราเข้ามาร่วมแจมด้วย”
Job: “เป็นการแสดงที่ร้าน The Tube ครับ คือเพื่อนชวนไปเล่น ตามปกติ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ปรากฏว่าคนมาดูเราเต็มร้านเลย แล้วร้องเพลงของเราได้ด้วย เราเลยเปลี่ยนลิสเพลงใหม่หมด เล่นเพลงของตัวเองหมดเลย (หัวเราะ) มันส์มากทั้งเราและแฟนเพลง”
Lahm: “ประทับใจตอนไปเล่นที่พิษณุโลกครับ ตอนแรกเราก็กังวล ไปเล่นด้วยความรู้สึกแบบจะมีคนดูเราหรือเปล่า เพราะใน hi หรือ facebook เราก็ไม่เคยเห็นเด็กพิษณุโลกเข้ามา Comment เราเลย เลยไม่ค่อยมั่นใจ พอเราเล่นเราก็เลือกเพลง วันดีๆ ขึ้นเพลงแรก พอผมร้องว่า ล้า ลา ลา ล้า หลังจากนั้นคนฟังทั้งร้านก็ร้องพร้อมกันเลย เป็นอะไรที่ผมประทับใจมาก”
คิดว่าเสื้อผ้ามีผลต่อการแสดงของเราหรือเปล่า
Lahm: “คือถ้าเราฟังซีดีอย่างเดียวมันเป็นเรื่องของเสียง แต่ถ้าเราไปแสดงสดมันคือการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ทั้งหมด ทั้ง ภาพ รูป รส กลิ่น เสียง ผมว่ามันสัมพันธ์จนเป็นเรื่องเดียวกัน เราเองก็คิดเรื่องนี้ แต่พวกเราก็ไม่ได้มีความรู้ มีศักยภาพเรื่องนี้มากนัก เลยต้องไปปรึกษา เพื่อนที่เป็นสไตล์ลิสว่า งานนี้เราจะแต่งตัวอย่างไรดี ก็แชร์กันให้ออกมาสวยงาม กลมๆ อย่างที่เราใส่ๆ กัน พยายามไม่ได้ไปเปลี่ยนอะไรมาก เราแต่งตัวกันไม่เยอะแต่พอขึ้นคอนเสิร์ตก็ต้องมีบ้าง แต่เวลาไปเดินเที่ยวเราก็ลดลง แต่ก็ยังคงความเป็นเรา เป็น Street Fashion ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แต่งแบบที่ต้องปิดหน้าเวลาไปเดินสยาม (หัวเราะ)”
ในความเข้าใจคิดว่า Street Fashion หมายถึงอะไร
Four: เป็นแฟชั่นที่ไม่ต้องเดินในเคชวอร์ค แต่สามารถเดินตามท้องถนนได้ โดยที่คุณรู้สึกว่าคุณมีอะไร ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป เป็นการ mix & match กับสิ่งที่มีอยู่แล้วกับสิ่งใหม่ อาจจะไม่ใช่ของแพง อาจจะถูกกับแพง อะไรก็ได้ คือมีแคชวอร์คเป็นท้องถนน สบายๆ

ปกติใส่ Sneaker กันหรือเปล่า
Lahm: “ก็มีบ้างครับ แต่ผม ชอบโบ้ทชูว์ เป็นพิเศษ ก็จะมี converse หุ้มข้อบ้าง แบบธรรมดาบ้างก็จะกันหลายๆ คู่ ไว้เปลี่ยนไปมาเอามา Match กับเสื้อผ้า ยี่ห้อที่พวกเราชอบเป็นพิเศษก็จะเป็น Vans กับ Converse ส่วนทรงโบ้ทชูว์ก็ดูแค่ว่าชอบก็ซื้อเลยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นยี่ห้อไหน
ถ้าให้ออกแบบ Sneaker ซักคู่เพื่อผู้หญิงจะออกแบบอย่างไร
Four: “คุณผู้หญิงทั้งหลายอาจจะกำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ (หัวเราะ) ผู้หญิงชอบใส่ส้นสูง ก็จะไม่ชอบใส่ผ้าใบ พมเลยจะออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้หญิงโดยเฉพาะ โดยการทำให้รองเท้าผ้าใบเป็นส้นสูงไปในตัว ให้ได้ยกขา ได้เขย่งเท้าบ้าง เวลาเดินจะได้สวยๆ ส่วนลายก็อาจจะคล้ายๆ พวกส้นสูงหรูๆ ผสมกับรองเท้าแนวสตรีทๆ”
Lahm: “ผมอยากทำรองเท้าผ้าใบ Converse หุ้มข้อ แต่เป็นแบบ Limited Edition สกรีนลายวง 25 Hours เพราะ Converse ชอบออกแบบรองเท้าร่วมกับวงร็อคต่างๆ เราก็เลยจะมี Limited ของเราบ้างเพื่อสุภาพสตรีที่รัก 25 Hours”
Puu: “ผมจะออกแบบให้รองเท้าหนักๆ เวลาไปเดินช้อปปิ้ง จะได้เมื่อยเร็วๆ จะได้กลับบ้านเร็วๆ (หัวเราะ...ช่างเข้าใจผู้หญิงอะไรเช่นนี้คุณปู้)”
Bung: “จริงๆ ผู้หญิงชอบใส่ส้นสูงแต่ผ้าใบไม่มีส้นสูง เลยจะออกแบบให้มันมาผสมกัน (เอ๊คุ้นๆ ไปเลียนแบบเค้าทำไม..หัวเราะ) อยากออกแบบรองเท้าเป็นทรงหุ้มข้อแต่เป็นส้นสูงด้วยครับ”
Job: “ออกแบบเป็นรองเท้าส้นหนาๆ ใส่สีเป็นสีชมพู ให้ดู พิงกี้ๆ หน่อย เพราะแฟนผมชอบสีชมพู (อ่าวมีแฟนแล้วเหรอ) แล้วก็มีรูปดาว แปะๆๆ เพราะแฟนผมชื่อดารา (ยิ้ม) (ยังจะย้ำอีกว่ามีแฟนแล้ว)”
สุดท้ายแล้วมีอะไรที่อยากจะฝากบอกแฟนเพลงบ้าง
25 Hours: “ก็อยากขอบคุณที่สนับสนุนเรา ขอบคุณคนแรกๆที่ฟังเพลงเรา ขอบคุณที่เข้ามาพูดคุยกับเรา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะเป็นกำลังใจให้เรา ขอบคุณแฟนคลับที่ตามดูคอนเสิร์ตเราตลอด เราดีใจที่หลายคนได้มาเจอและมารู้จักกันในงานคอนเสิร์ตเรา แล้วก็อยากบอกคนที่เพิ่งผ่านเข้ามาฟังเพลงของเรา อยากให้ลองฟังดูก่อน แล้วก็สนับสนุนของจริง เพราะสำคัญมากที่คุณจะสนับสนุนศิลปินที่คุณชื่นชอบได้โดยตรง ให้ศิลปินยืนได้ด้วยตัวเอง เขาก็จะสร้างสรรค์งานออกมาในแบบของพวกเขาและอยู่กับคุณไปอีกนานๆ แล้วก็อย่าลืมติดตามผลงานของเรานะครับ ทั้ง hi5, Facebook, Twitter, Myspace พวกเรามีหมดครับ วิธีง่ายๆ แค่เข้าไปแล้วพิมพ์ค้นหา 25 Hours ก็เจอเราแล้วครับ ไม่ต้องนั่งจำ URL เพราะมันยาก (หัวเราะ) หรือจะง่ายกว่านั้นก็เข้า www.believerecords.net , www.you2play.com/25Hours”

ขออีกข้อคิดว่า Chimney เป็นอย่างไรบ้าง
25 Hours: “เป็นหนังสือที่น่ารักดี ดูแล้วชอบ เราน่าจะรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว cool มาก ดูแล้วอยากเปิดต่อ โดยเฉพาะหน้านางแบบ ชอบมากกกกกกกกกกก (หัวเราะ) ไม่ใช่แค่นำเสนอเรื่องแฟชั่น แต่มีเรื่องของ art แบบที่หาดูยากที่นิตยสารอื่นๆ เขาไม่ค่อยเอามาลงกัน ศิลปินไทยเลยถูกจำกัดอยู่แค่กลุ่มคนที่ชอบ ผมว่าดีนะเป็นสื่อที่ดี นำเสนอ lifestyle เกือบครบเลย ขาดแค่อย่างเดียวคือ 25 Hours (หัวเราะ...เล่มนี้ก็ครบแล้ว)”
Chimney Gossip
“ไม่ว่าอากาศและการเมืองจะร้อนขนาดไหน แต่เจ๊ก็ยังเย็นฉ่ำได้ เพราะ 5 หนุ่มแห่ง 25 Hours มาทำให้หัวใจเจ๊กระชุ่มกระชวยถึงที่ แต่สาวๆ เก้ง กวาง และชะนี ทั้งหลายไม่ต้องอิจฉาตาร้อนผ่าวววว เพราะเจ๊ได้ล้วงแคะ แกะ เกา หนุ่มๆ ทั้ง 5 จนออกมาเป็นบทสัมภาษณ์ให้ได้อ่านกันแล้ว อ่านกันดีๆ อย่าให้หลุด เพราะจะได้รู้กันไปว่า 1 ใน 5 หนุ่ม ได้นอกใจเจ๊ และไปมีใหม่เป็นสาวน้อยสีชมพูตัวเป็นๆ กันแล้ว ไม่ต้องอารมณ์เสียแทนเจ๊นะ เพราะเจ๊บอกเลิกไปก่อนแล้ว...หึหึ”
Did you know?
ค่ายเพลงน้องใหม่อย่าง Believe Records ที่ผลิตเพลงฮิตติดชาร์ตมาแล้วมากมายเป็นค่ายเพลงรุ่นลูกของ Butterfly Records ที่ได้ถูกริเริ่มมาแล้วกว่า 30 ปี โดยสุรสีห์ อิทธิกุล ,อัสนี โชติกุล ,เรวัติ พุทธินันทน์ ,กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา ,จิรพรรณ อังศวานนท์ ผู้เป็นหัวหอกในการสร้างบริษัทดนตรียักษ์ใหญ่อย่าง GMM Grammy ที่ผ่านมาได้สร้างผลงานมากมาย การันตีโดยรางวัลจากหลายสถาบันทั้งในและนอกประเทศ ปัจจุบันก็ยังคงรักษามารตฐานและมีผลงานให้เราอย่าต่อเนื่องทั้งเพลงประกอบละคร ภาพยนตร์และโฆษณา และนอกมีค่ายเพลงน้องใหม่ Believe Records ยังมีอีก 2 หน่วยงานคือ Studio Butterfly และ Music Production